ทริปหมื่นรูป ไปเที่ยวกาญ..นะจ๊ะ

81 ครั้ง

#ทริปหมื่นรูป #กาญ2วันยืดเป็น3วัน ไปเที่ยวกาญ..นะจ๊ะ #บุรี อีต่อง ปิล๊อก สังขละ #KANJANABURI

#EP.1 https://bit.ly/32gfp6D

          กระแสการท่องเที่ยวในรูปแบบ Normal เมื่อต้องกลับมาใช้ชีวิต หลัง COVID-19  #เมืองกาญ กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยว กับการเที่ยวแค่ระยะทางใกล้ๆ  ก็สามารถชาร์ตแบตให้กับคนเมืองได้อย่างฟินๆ  #หมู่บ้านอีต่อง เป็นอีกสถานที่ที่น่าสนใจ หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขา หรือที่บรรดานักท่องเที่ยวให้สมญานามว่า #หมู่บ้าน399โค้ง #โอโซนกลางหุบเขา เหมาะแก่การหลบเมืองไป #พักผ่อน สุดๆ ซึ่งอยู่ใน อ.ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรีนั่นเอง
          ทริปนี้เราเดินทางกัน5คน เริ่มจากดอนเมือง 3คน แวะรับพี่สาวสายคาเฟ่ อาวุโสสุดในทีมที่ปทุมธานี แล้วต่อด้วยพี่สาวสายชิวหิ้วกล้อง ที่ท่าม่วงเมืองกาญ
          การเดินทางที่ไม่ไกลมากนักสำหรับการเริ่มสตาร์ทออกจากกรุงเทพฯ การเดินทาง ขับรถเข้าสู่กาญจนบุรี ประมาณ 150 กม ใช้เวลา 2.30 ชม
          08.00 น. นัดเจอกัน ณ จุดนัดถามว่าเลทมั้ย 555 #เลทค่ะ   การเดินทางที่ไม่ไกลมากนักสำหรับการเริ่มสตาร์ทออกจากกรุงเทพฯ แวะปทุม สายตานั้นก็จ้องแต่จะแวะร้านกาแฟ จนมาจบที่ อเมซอล ในปั๊มย่านปทุมนี่ล่ะค่ะ การเดินทาง ขับรถเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี    ท่าม่วงที่ต้องแวะรับพี่สาวตากล้องของเราอีกคน กว่าจะถึงก็ราวๆ 10โมงกว่าๆ รับพี่เสร็จเรียบร้อยก็ไปต่อกันเลยจ้า ใช้เวลาแค่ราวๆ 20 นาทีก็ถึงที่แรกของพวกเรา
          ที่แรกของทริปนี้ ถึง  #ต้นจามจุรียักษ์  ราวๆ11 โมง  อีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจและไม่ไกลจากตัวเมืองกาญจนบุรีมากนัก เมื่อมาถึงทุกท่านจะตะลึงในความใหญ่โตของต้นไม้และกิ่งก้านสาขาสวยงามร่มรื่น ต้นจามจุรียักษ์ต้นนี้มีอายุมากกว่า 100 ปี ขนาดใหญ่ถึง 10  คนโอบเลยทีเดียว เป็น    อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของกาญจนบุรี  โดยได้จัดทำสะพานไม้เป็นวงกลมรอบต้นไม้  เพื่อช่วยป้องกันให้นักท่องเที่ยวไม่เดินไปเหยียบรากต้นไม้หรือขูดหาโชคตามความเชื่อ พร้อมทั้งยังได้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ด้วยการจัดทำสวยหย่อมขนาดย่อมนำไม้ดอก ไม้ประดับมาปลูก เพื่อให้มีความสวยงามชวนมองมากขึ้นอีกด้วย
ถ่ายรูปกันเสร็จ ท้องก็ร้องสิ จะเที่ยงแล้วนะเออ แต่สายอึดอย่างพวกเรา ก็ยิงยาวไปเลยจ้า ถึงจุดพักรถ ด้วยความที่เลทแต่เช้า เราเลยขอข้ามร้านอาหารที่ต้องไปตำอย่าง  คีรีมันตรา ไปก่อน
           แต่หากใครที่มีเวลา ไม่เลทแบบพวกเราก็ขอแนะนำ ร้านอาหารเปิดใหม่ในเสน่ห์แห่งขุนเขา  “คีรีมันตรา” (Keeree Mantra Restaurant)  ร้านนี้เป็นร้านอาหารที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ หลบหลีกจากความวุ่นวายในเมือง ที่สุดของการพักผ่อนและรับประทานอาหาร รับรองว่ามาทานอาหารที่นี่แล้ว นอกจากจะได้อิ่มท้องกับเมนูอร่อยๆมากมาย ยังจะได้ถ่ายรูปสวยๆ กลับไปเป็นที่ระลึก เพราะเราจะมีเวลาให้ทุกท่านได้ชมวิวภูเขาที่ทอดยาวแบบพาโนราม่า ซึ่งติดกับสระน้ำขนาดใหญ่ และได้เดินเล่นบนสนามหญ้าและ ทางเดินทอดยาวขนานเลียบริมทะเลสาบขนาดใหญ่ พร้อมยังมีสะพานไม้ยื่นออกไปให้เรานั่งเล่น ก็บภาพสวยๆภาพกันอีกด้วย
          ร้านนี้เป็นร้านอาหารที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ หลบหลีกจากความวุ่นวายในเมือง ที่สุดของการพักผ่อนและรับประทานอาหาร รับรองว่ามาทานอาหารที่นี่แล้ว นอกจากจะได้อิ่มท้องกับเมนูอร่อยๆมากมาย ยังจะได้ถ่ายรูปสวยๆ กลับไปเป็นที่ระลึก เพราะเราจะมีเวลาให้ทุกท่านได้ชมวิวภูเขาที่ทอดยาวแบบพาโนราม่า ซึ่งติดกับสระน้ำขนาดใหญ่ และได้เดินเล่นบนสนามหญ้าและ ทางเดินทอดยาวขนานเลียบริมทะเลสาบขนาดใหญ่ พร้อมยังมีสะพานไม้ยื่นออกไปให้เรานั่งเล่น ก็บภาพสวยๆภาพกันอีกด้วย
          วนกลับมาที่พวกเรา 55 ยาวไปจ้ะ..ยาวไปถึงไทรโยคน้อย ประมาณบ่ายโมง แวะจุดพักรถ นี่นี่มีร้านของฝากมากมายหลายร้านหนึ่งในนั้นขอแนะนำ “ไส้อั่ววุ้นเส้น นพรัตน์” ของฝาก OTOP จากเมืองกาญมี 3 รสให้เลือกซื้อ ได้แก่ ไส้อั่วหมู ไส้อั่ววุ้นเส้น และไส้อั่วผสม ในราคาแพ็คละ 100 บาท สามารถแช่ตู้เย็นเก็บได้นานราว 1 เดือน หรือจะซื้อทานเลยระหว่างเที่ยวก็ได้ แต่แน่นอน สำหรับสายกินอย่างเราน้านนน ซื้อกินก่อนเลยจ้า แวะตรงนี้ต่างคนต่างหิว ใครสายชิลล์แบบเราไม่คิดอะไรมากก็ อาหารตามสั่ง หรือไม่ก็ก๋วยเตี๋ยวไปก่อนเลย แกล้มด้วยใส้อั่วตามคำร่ำลือ คืออร่อยจริง
           อิ่มท้องแล้ว โชเฟอร์คนเก่งของพวกเราก็เยียบต่อไม่รอแล้วนะ  จากไทรโยค มุ่งสู่ อำเภอทองผาภูมิ ใช้เวลาประมาณ  1 ชั่วโมงนิดๆ  เส้นทางตอนนี้สะดวกสบาย สังเกตง่ายๆคือจะมีทางแยกที่ถ้าทางขวาจะไปสังขละ แต่วันนี้เราขอแยกมาทางซ้ายมาทางอีต่องก่อนนะคะ  ตามโปรแกรมของเรา
          ก่อนที่จะเดินทางเข้ามาที่ปิล๊อกและบ้านอีต่อง  ระยะทางจากตัวเมือง อ.ทองผาภูมิ มายังบ้านอีต่องประมาณ 70 กิโลเมตร มีทางโค้งขึ้น-ลงเขาประมาณ 399 โค้ง มีช่วงที่ถนนชำรุด และถนนอยู่ระหว่างการซ่อมแซมประมาณ 10 กิโลเมตร แต่ในช่วงฤดูฝนแนะนำให้ใช้รถกระบะหรือรถขับเคลื่อนสี่ล้อ เนื่องจากระหว่างทางมีถนนชำรุด เป็นระยะ ส่วนช่วงหน้าแล้งรถยนต์สามารถขับเข้ามาได้ตามปกติ
          แต่ระหว่างทางที่ๆต้องหยุดแวะคือ จุดชมวิว จุดชมวิวทางขึ้นเหมืองปิล็อก ถ่ายภาพกับวิวสวยๆของจุดชมวิวให้หายเมื่อยกันสักนิด จริงๆเราก็อยากให้คนขับได้ยืดเส้นยืดสายกับทางที่คดเคี้ยวบ้าง พวกเราเองก็อยากถ่ายวิวสวยๆของหุบเขามาฝากเพื่อนๆด้วย ซึ่งบริเวณนี้มีสัญญาณโทรศัพท์ และมีห้องน้ำแต่ต้องทำใจเรื่องความสะอาดนิดนึงนะคะ ทนได้ก้ยาวไปป้ายหน้าเลยจ้าเพราะอีกไม่ถึงชั่วโมงเราก็จะถึงอีต่องกันแล้ว
          พวกเรานั่งรถต่อจนไปถึงอีต่องราวๆ 4โมงเย็น ระหว่างทางก็ว้าววว!! กันตลอดเส้นทาง กับอากาศที่สดชื่นและค่อยๆเย็นลง ทำให้รู้สึกว่า การหายใจเข้าเต็มปอดมันดีอย่างนี้นี่เอง นี่ขนาดว่าไปช่วง หน้าร้อน มิ.ย.2563 นะ อากาศยังดีขนาดนี้ #โอโซนกลางหุบเขา คำนี้คือคอนเฟิร์มจ้า เอาไป 10..10…10…คะแนนเต็มไม่หักจ้ะ
สำหรับ #บ้านอีต่อง  เป็นหมู่บ้านชายแดนที่ตั้งของเหมืองปิล๊อก แม้ว่าจะเคยผ่านช่วงเฟื่องฟูและความเงียบเหงามาแล้ว แต่ในปัจจุบัน บ้านอีต่องกลับกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ เป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตาที่อยากมาสัมผัสบรรยากาศความเงียบสงบท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขา เอาล่ะ ทีนี้ก็เรื่องใหญ่รองจากการกินของพวกเราคือ ที่พักนั่นเอง  เดิมทีตั้งใจมาพักที่ เลิฟปิล๊อก โฮมสเตย์ ตามรีวิวอื่นๆ แต่ด้วยความที่พวกเราไม่มีความแน่นอน ก็เลยต้องมาหากันดาบหน้า เลิฟปิล๊อก เต็มจ้า เดินต่อมาเรื่อยๆก็เจอที่พักน่ารักๆหลายที่ แต่ด้วยที่นี่เป็นโฮมสเตย์เล็กๆ แต่ละหลังจำนวนห้องก็ไม่เยอะ ทำให้พวกเรามาจบลงที่ ปิล๊อกกาเดนท์ฮิลล์  โฮมสเตย์สุดชิคด้านหน้าริมน้ำ เพราะเรามากัน5คน เลยยังโชคดีที่มีห้อง4เตียงว่างอยู่ เสริม1 ได้สบายมาก #แต่เรานอนเบียดเพราะเราประหยัด55

เก็บกระเป๋าแล้วเข้าห้องพัก เตรียมตัวเดินเล่นตามสถานที่ต่างๆ ภายในหมู่บ้านต่อกันเลย คือเหมืองเก่าปิล้อก นั่นเอง กับบรรยากาศเกือบ5โมงเย็นที่แสนสบาย เราก็เดินไปถ่ายรูปไป กว่าจะเดินถึงทางเข้าเหมือง ระหว่างทางนั้นมีจุดให้แวะถ่ายรูปสวยๆได้ตลอดเส้นทาง จนเดินไปถึงทางเข้าเหมืองด้วยตอนที่ไปนั้น เหมืองปิด พวกเราเลยได้แค่ถ่ายรูประหว่างทางเดินไม่กี่ร้อยเมตรและด้านหน้าเหมือง นี่ขนาดได้แค่หน้าเหมืองนะ โทรศัพท์5เครื่อง ได้รูปเป็นพันจ้า

          “ เหมืองแร่เก่า #ปิล็อก ”    ในอดีตเป็นขององค์กรเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม  เมื่อราวปี พ.ศ. 2483 เป็นยุครุ่งเรืองของการขุดแร่ที่นี่ ก่อนที่จะปิดตัวลงเพราะราคาแร่ตกต่ำ ในราวปี พ.ศ. 2527-2528  ซึ่งท่านสามารถเดินดูพวกซากเครื่องมือเก่าๆ รถที่ใช่ทำเหมืองแร่สมัยก่อนในอดีตที่ยังวางไว้อยู่บริเวณนั้น
          “วัดเหมืองแร่ปิล๊อก”  อยู่บนเนินเขาใกล้กับหมู่บ้านมี  สามารถเดินขึ้นเนินไปสักการะพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดได้ หากมองจากด้านล่างก็จะเห็นเจดีย์สีทองอร่ามและพระพุทธรูปองค์ใหญ่
ต่อมาเลย สายรีวิวคือห้ามพลาด เราไม่ใช่คนแก่นะที่จะไปแล้วก้เข้าที่พัก อิอิ เราก็เซอร์เวย์กันต่อ กับ “ตลาดอีต่อง” ก็มีร้านค้าเปิดอยู่ไม่มากนักหากไม่ใช่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว แต่ก็ยังมีสินค้าหลากหลายให้เลือกซื้อ โดยเฉพาะสินค้าของฝากจากพม่า รวมถึงอาหารการกินต่างๆ ส่วนร้านอาหารก็มีเพียงไม่กี่ร้าน เมนูเด็ดที่แนะนำก็เป็นพวกปู กุ้ง หมึก หอย สดๆ ที่ส่งตรงมาจากทะเลพม่า แต่ที่ประทับใจคือ ขนม….

กิจกรรมสุดฮิตของที่นี่อีกอย่างคือ คือ เขียนข้อความบนป้ายไม้ ห้อยป้ายไม้บนสะพาน หรือ #จุดตะเกียงพม่า  ยามค่ำคืน ซึ่งหาซื้อได้จากในตลาดของหมู่บ้าน ราคาไม่แพงแค่20บาทเท่านั้นเอง ตะเกียงพม่า ทำมาจากกระจกใสและด้านในมีเทียนไขปักอยู่ ลวดลายสวยงาม หรือใครฝีมือดีก็เพ้นท์เองได้เลยนะ

เดินไปเดินทางก็เริ่มมืด อากาศก็เย็น 20 องศาต้นๆ ท้องก็เริ่มเรียกร้องหาของกิน บรรยากาศแบบนี้ก็คงเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกเสียจากจะสั่งหมูกระทะ มาทานหน้าห้องพักเคล้าบรรยากาศเย็นสุดแสนจะโรแมนติค เพราะพวกเราซื้อเครื่องดื่มมาจากจุดพักรถแล้วด้วย พร้อมป่ะล่ะ บอกแล้วว่าเรื่องกินเราถนัด 55 กินหมูกระทะเสร็จ 3 ทุ่มแล้ว หมอกก็เริ่มลง พวกเราก็ไปจุดตะเกียงที่ซื้อมา เดินถือตะเกียงริมน้ำนึกภาพเอาค่ะ ว่าจะดีงามแค่ไหน  จริงๆก็ได้ใช้ตั้งแต่ตอนกินหมูกระทะแล้วล่ะ เพราะที่นี่ไฟตกค่อนข้างบ่อยเนื่องจากแต่ละรีสอร์ทก็ต้องใช้เครื่องปั่นไฟ ก็ต้องมีไฟตกบ้าง กินหมูกระทะใต้แสงเทียน โรแมนติคไปอีก
          อิ่มหนำสำราญกับบรรยากาศแล้วพวกเราก้ได้เวลานอน เพราะเหนื่อยล้ากับการเดินทางมาทั้งวัน พรุ่งนี้เราก็ต้องไปต่อกับการตื่นก่อนพระอาทิตย์ เพื่อจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ เนินช้างศึกนั่นเอง 
05.30 น.  เดินทางไปรอชมพระอาทิตย์ขึ้นกันที่ #เนินช้างศึก  เป็นจุดชมวิวบนยอดเขา อันเป็นที่ตั้งของฐาน ตชด.เหนือเมฆ หรือฐาน ตชด.ลอยฟ้า เพราะเมื่อขึ้นไปยืนบนนั้นแล้วมองลงมาเบื้องล่างจะเห็นวิวทิวทัศน์ของขุนเขาแห่งเทือกเขาตะนาวศรีอันสวยงามกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และยัง สามารถมองเห็นวิวเขาช้างเผือกได้อีกด้วยให้ได้ชมวิวที่เห็นทิวทัศน์ได้รอบตัวแบบ 360 องศา กับบรรยากาศทิวเขาเขียวขจีท่ามกลางสายหมอก ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ บางวันอาจเจอกับทะเลหมอกแน่นหนา ขาวโพลนตัดกับสีเขียวของทิวเขาในเขตพรมแดนไทย-พม่า บางวันอาจจะได้เจอแสงแรกของวันใหม่ ท่ามกลางขุนเขาและอากาศอันแสนสดชื่น
          แต่สำหรับวันนี้น้านนน หมอกลงหน้ามาก พร้อมกับฝนปรอยๆ ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ คือดีคนละแบบ ตามภาพเลยจ้าาา ดูเอาว่าดีเบอร์ไหน
กลับจากเนินช้างศึก ก็มาหาอะไรทานกันหน่อย ที่โฮมสเตย์นี้ มีอาหารเช้าให้นะคะ เป็นข้าวต้ม ชา กาแฟ ขนมปัง ซึ่งมันไม่แย่นะ อากาศแบบนี้ต็ต้องข้าวต้มแบบนี้สิ ถึงจะเข้ากัน ขนาดว่าอิ่มแล้วเรายัง ตามรอยรีวิวร้านกาแฟ ชิคๆ กับบรรยากาศฟินๆกันต่อ ชื่อว่าร้าน#แดกม่ะ ลองหากิน นะ เพราะอร่อย แต่กว่าจะได้กิน ก็ต้องพักแบรคช่วงไฟตกไปนึดนึงเหมือนเดิม หรือถ้าใครมีเวลาจะเดินเล่น ตักบาตรก็ดีนะคะ แต่พวกเราลงจากเขาเนินช้างศึกมาไม่ทันพระ พลาดบุญไปก่อน
          ดื่มกาแฟเสร็จก็มาเก็บตกกับซื้อของฝากในตลาดพื้นบ้านนี่แหละ ไหนๆก็มากันเป็นทีม จัดเสื้อพม่า คุมโทนไว้ใส่ที่ร้านกาเฟวันกลับกันสินะ บอกได้เลยว่า ราคาครึ่งนึงกับที่เอามาขายในกรุงเทพเลย ไม่ซื้ออยู่ไหวหรอ
11 โมงกว่าๆ พวกเราก็เก็บกระเป๋า Check Out เตรียมกลับบ้านกันสิ ว้าหมดเวลาสูดอากาศบริสุทธิ์แล้วหรอนี่ …   ขากลับน้านพวกเรายังแวะซ่อมภาพ 5555. ที่จุดชมวิวระหว่างทางปิล๊อก #แวะแล้วนะเมื่อวาน ก็บอกแล้วว่าซ่อมภาพ เราจะมีภาพตรงจุดนี้ชุดเดียวม่ายด้ายยยยย5555
          ที่เด็ดกว่านั้นคือ ขากลับเมื่อมาถึงทองผาภูมิ  ระหว่างทางแยก เลี้ยวซ้ายไปสังขละ กับ เลี้ยวขวาเข้ากรุงเทพนั้นนนน #พวกเราเลี้ยวซ้ายไปสังขละจ้า  กลายเป็นโปรแกรม3วันซะงั้น …. รอต่อ EP.2  #สังขละ ต่ออีกวัน
Tags ที่เกี่ยวข้อง
Share on social networks
ชื่นชอบ